คิวบากล่าวโทษการประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า มีต้นตอจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และแคมเปญบนสื่อสังคมออนไลน์โดยคนกลุ่มน้อยพวกผู้ต่อต้านการปฏิวัติที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากอเมริกา ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาประกาศขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนชาวคิวบา

ท้องถนนสายต่างๆ ของกรุงฮาวานากลับสู่ความสงบอีกครั้ง ตำรวจจำนวนมากประจำการอยู่ ขณะที่ระบบอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ซึ่งเป็นเพียงหนทางเดียวที่ชาวคิวบาสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ประสบปัญหาขัดข้องถี่ๆ

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน พวกผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันบนท้องถนนสายต่างๆ ไล่ตั้งแต่กรุงฮาวานาไปจนถึงเมืองซันติอาโก พากันตะโกน “เสรีภาพ” และเรียกร้องประธานาธิดีมิเกล ดิอาซ คาเนล ลาออกจากตำแหน่ง ถือเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดบนเกาะที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิวต์แห่งนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ข้อมูลจาก Cubalex กลุ่มสิทธิมนุษยชนคิวบาที่พำนักอยู่ในต่างแดน ระบุว่า มีผู้ประท้วง นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวอิสระอย่างน้อย 80 คนถูกจับกุมทั่วประเทศนับตั้งแต่วันอาทิตย์ (11ก.ค.) เป็นต้นมา

การประท้วงปะทุขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดของคิวบานับตั้งแต่การล่มสลายของพันธมิตรอย่างสหภาพโซเวียต และตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น ผลักโรงพยาบาลบางแห่งใกล้ถึงขอบเหวแห่งการพังครืน ในประเทศที่ภาคภูมิใจในระบบสาธารณสุขของตนเองเป็นอย่างมาก

การยกระดับความเข้มข้นมาตรการคว่ำบาตรอายุหลายทศวรรษโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโรคระบาดใหญ่ได้ซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนอาหารและยาในคิวบา เช่นเดียวกับปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง

ระหว่างแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ร่วมกับคณะรัฐมนตรีนานกว่า 4 ชั่วโมง ประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ คาเนล กล่าวโทษคนกลุ่มน้อยพวกผู้ต่อต้านการปฏิวัติปลุกปั่นสถานการณ์ความไม่สงบ ส่วน บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศโยนบาปไปที่มือรับจ้างที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอเมริกายังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำแถลงดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวประท้วงครั้งนี้มีขึ้นตามหลังแคมเปญ “SOS Cuba” บนสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องขอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งทางรัฐบาลระบุว่า มันเป็นการอำพรางความพยายามปลุกปั่นความไม่สงบ

ประธานาธิบดีดิอาซ คาเนล ประณามการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วง “พวกเขาขว้างปาก้อนหินใส่ร้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ขโมยข้าวของต่างๆ และขว้างปาใส่กองกำบังตำรวจ ช่วยกันพลิกหงายรถยนต์ มันเป็นพฤติกรรมที่หยาบคาย ไม่เหมาะสมและมีความผิดทางอาญา”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีรายนี้บอกกับบรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาลว่า ท้ายที่สุดแล้วความสงบเรียบร้อยก็กลับคืนมา หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ (11 ก.ค.) ได้สั่งให้พวกเขาตอบโต้กลับและปกป้องการปฏิวัติ คำสั่งที่สร้างความตกตะลึงแก่ชาวคิวบาบางส่วน

สหประชาชาติระบุว่า พวกเขากำลังสังเกตการณ์การประท้วงในคิวบา พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ประกาศกร้าวว่าอเมริกาขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนชาวคิวบา “ประชาชนชาวคิวบาแสดงสิทธิอย่างกล้าหาญต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิต่างๆ อันเป็นสากล สิทธิเหล่านี้ ในนั้นรวมถึงสิทธิในการประท้วงอย่างสันติและสิทธิตัดสินอนาคตของตนเองอย่างเสรี ต้องได้รับความเคารพ”

“รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องรัฐบาลคิวบาฟังเสียงประชาชนของพวกเขา และสนองในสิ่งที่พวกเขาต้องการในช่วงเวลาอันสำคัญนี้ แทนที่จะเสริมความมั่งคั่งแก่ตนเอง” ไบเดนกล่าว ทั้งนี้ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ไบเดน เคยสัญญาว่าจะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่ทำเช่นนั้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ยกระดับคว่ำบาตรคิวบา ในนั้นรวมจำกัดการส่งเงินกลับไปยังคิวบา ซึ่งมีความสำคัญยิ่งท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดใหญ่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ประธานาธิบดีดิอาซ คาเนล ไม่ได้พูดถึงถ้อยแถลงของสหรัฐฯ โดยตรง แต่โจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่าความเสแสร้งของสหรัฐฯ ที่แสดงความกังวลจนเลยเถิดเกินไป โหมกระพือวิกฤตในคิวบาด้วยมาตรการปิดล้อมทางการค้า

“มันการเสแสร้งและเย้ยหยันกันอย่างสุดๆ ที่คุณปิดล้อมเรา แล้วคุณต้องการนำเสนอตัวเองในฐานะผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่” เขากล่าว “ยกเลิกมาตการปิดล้อม จากนั้นเราจะได้เห็นว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพแค่ไหน”

เขาบอกว่ารัฐบาลกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ “ในการเผชิญหน้ากับนโยบายบีบรัดทางเศรษฐกิจ ที่มีเจตนากระตุ้นการลุกฮือทางสังคม”